การสืบสวนสอบสวนคดีอาญาหลังเกิดเหตุซึ่งเป็นหนึ่งในงานหลักของตำรวจนั้น โดยทั่วไปการทำงานก็มีลักษณะคล้าย ๆ กับงานของนักวิจัย คือ อาศัยธรรมชาติของเหตุและผลเพื่อตอบคำถามของเหตุการณ์หรือคดีที่เกิดขึ้น ในคดีอาญา มูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุก็มักจะสัมพันธ์กับเหตุที่เกิด ตัวอย่าง ในคดีฆาตกรรม มักมีสาเหตุ หรือแรงจูงใจจากความโกรธแค้นที่มีต่อกัน (ยกเว้นบางกรณี เช่นฆาตกรโรคจิต หรือก่อเหตุจากความมึนเมา) เช่น นายแดง โกรธแค้นนายดำที่ถูกนายดำโกง จึงลงมือฆ่านายดำตาย การสืบสวน นักสืบจะศึกษาลงไปถึงปูมหลังของนายดำ ว่ามีความสัมพันธ์กับใครบ้าง มีสาเหตุโกรธเคืองกับใคร หรือมีสาเหตุอื่นที่พอจะเป็นเหตุจูงใจให้มาฆ่านายดำ นักสืบจะเริ่มต้นสืบสวนจากสถานที่เกิดเหตุ คนใกล้ตัว คนรู้จัก เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือคู่อริ เป็นต้น ทำให้ทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ตายกับผู้ต้องสงสัย เชื่อมโยงกับพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จากสถานที่เกิดเหตุ อันจะนำไปสู่การจับกุมตัวผู้กระทำผิดต่อไป แต่การสืบสวนคดีคดีฆาตกรรมจากการก่อเหตุความไม่สงบนั้น แตกต่างจากการสืบสวนคดีฆาตกรรมในพื้นที่อื่น กล่าวคือ แทบจะไม่สามารถนำหลักการดังกล่าวมาใช้ได้ เนื่องจากผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นสมาชิก “ขบวนการ” กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบซึ่งไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองใด ๆ กับผู้ตายมาก่อนเลย ส่วนใหญ่ผู้ก่อเหตุไม่ได้รู้จักกับเหยื่อมาก่อนด้วยซ้ำไป สาเหตุที่ฆ่า ก็เพียงเพื่อก่อเหตุสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้น “กับใคร” “ที่ใด” “เมื่อใด” ก็ได้ เพียงเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมย์ของ “องค์กร” ที่ต้องการสร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้น เมื่อมีเหตุฆาตกรรมเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าตรวจสถานที่เกิดเหตุ เก็บรวบรวมพยานหลักฐานหรือร่องรอยของคนร้ายที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ นำส่งไปตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ตัวบุคคลผู้กระทำผิด เก็บรวบรวมเป็นฐานข้อมูล ส่วนการสอบสวนปากคำญาติผุู้ตายหรือคนรู้จักเพื่อสืบสวนถึงมูลเหตุจูงใจของคนร้าย กลับไม่สามารถสาวไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ตายกับคนร้ายได้ ประการที่สำคัญก็คือ แทบจะไม่มีใครกล้ามาเป็นพยานในคดีที่เกิดขึ้นใด้เลย ถ้าผู้ตายไม่ได้เป็นญาติหรือเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดโดยตรง
Friday, February 12, 2010
การสืบสวนคดีอาญาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
การสืบสวนสอบสวนคดีอาญาหลังเกิดเหตุซึ่งเป็นหนึ่งในงานหลักของตำรวจนั้น โดยทั่วไปการทำงานก็มีลักษณะคล้าย ๆ กับงานของนักวิจัย คือ อาศัยธรรมชาติของเหตุและผลเพื่อตอบคำถามของเหตุการณ์หรือคดีที่เกิดขึ้น ในคดีอาญา มูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุก็มักจะสัมพันธ์กับเหตุที่เกิด ตัวอย่าง ในคดีฆาตกรรม มักมีสาเหตุ หรือแรงจูงใจจากความโกรธแค้นที่มีต่อกัน (ยกเว้นบางกรณี เช่นฆาตกรโรคจิต หรือก่อเหตุจากความมึนเมา) เช่น นายแดง โกรธแค้นนายดำที่ถูกนายดำโกง จึงลงมือฆ่านายดำตาย การสืบสวน นักสืบจะศึกษาลงไปถึงปูมหลังของนายดำ ว่ามีความสัมพันธ์กับใครบ้าง มีสาเหตุโกรธเคืองกับใคร หรือมีสาเหตุอื่นที่พอจะเป็นเหตุจูงใจให้มาฆ่านายดำ นักสืบจะเริ่มต้นสืบสวนจากสถานที่เกิดเหตุ คนใกล้ตัว คนรู้จัก เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือคู่อริ เป็นต้น ทำให้ทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ตายกับผู้ต้องสงสัย เชื่อมโยงกับพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จากสถานที่เกิดเหตุ อันจะนำไปสู่การจับกุมตัวผู้กระทำผิดต่อไป แต่การสืบสวนคดีคดีฆาตกรรมจากการก่อเหตุความไม่สงบนั้น แตกต่างจากการสืบสวนคดีฆาตกรรมในพื้นที่อื่น กล่าวคือ แทบจะไม่สามารถนำหลักการดังกล่าวมาใช้ได้ เนื่องจากผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นสมาชิก “ขบวนการ” กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบซึ่งไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองใด ๆ กับผู้ตายมาก่อนเลย ส่วนใหญ่ผู้ก่อเหตุไม่ได้รู้จักกับเหยื่อมาก่อนด้วยซ้ำไป สาเหตุที่ฆ่า ก็เพียงเพื่อก่อเหตุสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้น “กับใคร” “ที่ใด” “เมื่อใด” ก็ได้ เพียงเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมย์ของ “องค์กร” ที่ต้องการสร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้น เมื่อมีเหตุฆาตกรรมเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าตรวจสถานที่เกิดเหตุ เก็บรวบรวมพยานหลักฐานหรือร่องรอยของคนร้ายที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ นำส่งไปตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ตัวบุคคลผู้กระทำผิด เก็บรวบรวมเป็นฐานข้อมูล ส่วนการสอบสวนปากคำญาติผุู้ตายหรือคนรู้จักเพื่อสืบสวนถึงมูลเหตุจูงใจของคนร้าย กลับไม่สามารถสาวไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ตายกับคนร้ายได้ ประการที่สำคัญก็คือ แทบจะไม่มีใครกล้ามาเป็นพยานในคดีที่เกิดขึ้นใด้เลย ถ้าผู้ตายไม่ได้เป็นญาติหรือเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดโดยตรง
Tuesday, February 9, 2010
เมื่อตำรวจถูกสาย (ลับ) หลอก
Saturday, February 6, 2010
แนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ปัญหา
เข้าแก้ไขปัญหาได้อย่างไม่ยากเย็น แต่เมื่อพิจารณาธรรมชาติและความเป็นไปของปัญหาแล้ว พบว่ายุคปัจจุบันมีความซับซ้อนและความละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่ง และปัญหาที่ยังคงดำรงอยู่ในทุกมิติคือเศรษฐกิจ การเมือง การทหารและสังคมจิตวิทยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิติด้านสังคมจิตวิทยาเป็นเรื่องที่มีความละเอียอดอ่อนเป็นอย่างมาก
ดัง ที่ “Samuel Huntington” นักวิชาการชาวอเมริกันเคยกล่าวเตือนไว้ในบทความเรื่อง “The Clash of Civilization” (1993) มาแล้วว่า “ปัญหาในอนาคต จะเป็นเรื่องของ “สงครามอารยธรรม”
ข้อพิจารณา| การที่รัฐจะต้องเตรียมยุทธศาสตร์และองค์ความรู้เพื่อเตรียม รองรับสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดวงจรทางยุทธวิธีในการคัดสรรบุคคลเข้าสู่ขบวนการก่อ ความไม่สงบนั้น จะต้องทำความเข้าใจกับสภาพธรรมชาติของสถานการณ์เสียก่อน ซึ่งในเรื่องนี้ สุรชาติ บำรุงสุข (2547, 120-121) ได้ให้ข้อคิดทางยุทธศาสตร์ไว้ว่า |
1. การก่อความไม่สงบ (insurgency) เป็นลักษณะของ “สงครามการเมือง” (political warfare) ไม่ใช่ “สงครามการทหาร” (military warfare) ดังนั้นรัฐที่ต่อสู้จะต้องตระหนักถึงมิติทางการเมืองที่ดำรงอยู่ในสงครามนี้มิใช่การใช้มาตรการทางทหารในรูปของการค้นหาและทำลาย (search and destroy) หรือจับกุมและปราบปรามด้วยการใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างสุดขั้ว
2. ชัยชนะในสงครามนี้เป็น “ชัยชนะทางการเมือง” (political victory) กล่าวคือ การเมืองเป็นปัจจัยชี้ขาด การทหารเป็นปัจจัยสนับสนุน
3. การเอาชนะจิตใจประชาชน (to win over heart and mind) เป็นส่วนสำคัญของชัยชนะในสงคราม
4. รัฐจะต้องดำเนินการในมิติอื่น ๆ ทั้งในรูปของโครงการทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อก่อให้เกิดการ “ดึงมวลชน” มาเป็นพวก
นอกจากนี้ “หวอ เหงียนย้าป” นักการทหารเวียดนามชื่อก้องโลก ผู้ซึ่งมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการเอาชนะสงครามปลดแอกจากระบบอาณานิคมของ ฝรั่งเศส ได้กล่าวเอาไว้ในวาระเฉลิมฉลองชัยชนะต่อเมืองเดียนเบียนฟู ประจำปี ค.ศ.1984 ว่า
“ประชาชนเป็นปัจจัยชี้ขาดที่สำคัญที่สุดในสงครามประชาชน”
จากข้อคิดทางยุทธศาสตร์ข้างต้น พิจารณาถึงแง่คิดในการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จะเอาชนะความคิดและจิตใจของประชาชน รวมถึงแม้กระทั่งเอาชนะความคิดของสมาชิกกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ เพื่อที่จะตัดวงจรในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกขบวนการ ดังนี้
1. การแก้ปัญหาด้วยกำลังบังคับ หรือการใช้ความรุนแรงไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา จะต้องใช้หลักสันติวิธีเป็นธงนำ แต่ไม่ใช่่ โดย "ลัทธิสันติวิธียอมจำนน"
2. การเอาชนะที่สำคัญที่สุด คือ “การเอาชนะที่ความคิดและจิตใจของประชาชน” (heart and mind)
3. บทเรียนจากประวัติศาสตร์สงคราม ไม่ว่าจะเป็นสงครามระหว่างฝรั่งเศษ -อัลจีเรีย สงครามเวียดนาม สงครามในอัฟกานิสถาน หรือแม้แต่กระทั่งในอิรัก ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่า รัฐที่ใช้อำนาจกำลังรบเป็นหลักไม่เคยเอาชนะสงครามได้เลย
4. การบังคับใช้กฎหมาย จะต้องบังคับใช้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม สร้างหลักนิติรัฐให้เข้มแข็ง
ข้อเสนอแนะ
ในฐานะที่เป็นฟันเฟืองตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่งที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาตลอดระยะเวลานับสิบปี ผมมีข้อเสนอแนะไว้กว้าง ๆ ดังนี้
1. ต้องเร่งสร้างทัศนคติใหม่ให้แก่บุคลากร ข้าราชการ พนักงานของรัฐ หรือแม้แต่กระทั่งประชาชนในพื้นที่ให้ยอมรับและตระหนักถึงแนวคิดเรื่อง “เอกภาพบนความต่าง” (unity among diversity) ทลายกำแพงทางสังคมและสร้างสัมพันธภาพเชื่อมต่อระหว่างชุมชนมุสลิมและที่ไม่ใช่มุสลิมในพื้นที่ โดยผลักดันให้เป็นนโยบายที่นำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อนำไปสู่รัฐประชาชาติที่ชนในชาติมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์อยู่ร่วมกันภายใต้ร่มธงเดียวกัน
2. เน้นการบริหารแบบบูรณาการทุกมิติ ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง จิตวิทยา และความมั่นคง การแก้ไขปัญหาทุกกระทรวงทบวงกรม จะต้องดำเนินการไปพร้อม ๆ กันทุกมิติ มิใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทหารตำรวจ หรือฝ่ายความมั่นคงแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการสืบสวนจับกุม ปราบปราม หลังเกิดเหตุ โดยละเลยปัญหาทางการศึกษา สภาพสังคม และปัญหาปากท้องของประชาชนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
3. จัดกระบวนการสร้างมวลชนใหม่ ให้ความสำคัญกับงานมวลชนและการรุกทางการเมือง ด้วยการเอาชนะความคิดและจิตใจ “heart and mind” หรือ “เพื่อแยกน้ำออกจากปลา” ทำอย่างไรที่จะทำให้ปลาอยู่ในน้ำไม่้ได้ ให้ความสำคัญกับงานทางการเมืองงานชุมชนมวลชนสัมพันธ์ดึงผู้รู้ ผู้นำ ศาสนา หรือผู้นำท้องถิ่นมาเป็นพวก เผยแพร่ความรู้หรือหลักการศาสนาที่ถูกต้อง ใช้การปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operation : IO) หักล้างการปลูกฝังแนวความคิดของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่บิดเบือนหลักการศาสนาอิสลามอันบริสุทธิ์เพื่อนำมารับใช้อุดมการณ์ทางการเมือง
4. สร้างองค์กรใหม่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนในเรื่องของ “การสั่งการและการควบคุม” (command and control) โดยยึดหลัก “การเมืองนำการทหาร” เพื่อจะก่อให้เกิดผลในรูปของแนวความคิดใหม่ ๆ เน้นการสร้างมวลชนใหม่ และสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะในเรื่อง “Otop” หรือ “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” และรวมถึงการดำเนินการของภาครัฐในกรอบบูรณาการ รวมทั้งสร้างเอกภาพและประสิทธิภาพของการบริหารภาครัฐในพื้นที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้ องค์กรที่มีลักษณะการทำงานเป็นทีม (Team Work) มีเอกภาพ (unity) ไม่มีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นพระเอกฉายเดี่ยวเพียงคนเดียว (one man show)
5. สร้างประสิทธิภาพและระบบของการศึกษาใหม่ ที่สอดคล้องและเอื้อต่อสภาพชีวิตและ ความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ สร้างระบบการจัดการ ร.ร.เอกชนสอนศาสนาอิสลามให้มีมาตรฐาน เข้าสู่ระบบธรรมาภิบาล (good governance) การบริหารจัดการ หลักสูตรการเรียนการสอน สามารถตรวจสอบกำกับดูแลได้ รวมทั้งต้องกล้าที่จะจัดการกับปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม การสำแดงข้อมูลจำนวนนักเรียนอันเป็นเท็จของบางโรงเรียนอย่างเด็ดขาด รวมทั้งจะต้องบริหารจัดการให้เยาวชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาของรัฐได้อย่างทั่วถึง
6. เพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย (Law Enforcement) ทั้งในแง่ของการพัฒนาศักยภาพการสืบสวนสอบสวน การข่าวกรอง การบริหารจัดการ การพัฒนาบุคลากร เครื่องมือพิเศษ และนิติวิทยาศาสตร์ ตลอดจนคุณธรรมของเจ้าหน้าที่ โดยยึดถือหลักการทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การสถาปนาอำนาจรัฐให้เข้มแข็ง และในขณะเดียวกันจะต้องคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนเป็นหัวใจในการดำเนินงาน
นี่เป็นเพียงแนวความคิดเล็ก ๆ ของฟันเฟืองเล็ก ๆ ตัวหนึ่งเท่านั้นเองครับ…..