Leh in my memory...

As we are entering the new era, where nations are becoming one community, I, as well as my PTI 27th session’s member friends have the mutual vision that we, and other friends of the Asia-Pacific nations, will become closer than ever.
ยินดีต้อนรับสู่โลกใบเล็กของผม โลกของคนทำงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ชีวิตในวัยเด็กผมเคยใฝ่ฝันอยากจะเป็นสถาปนิก แต่เมื่อยามต้องเลือกทางเดินของชีวิต ผมกลับเลือกที่จะสวมเครื่องแบบสีกากี โดยสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารเหล่าตำรวจ หลังสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ผมเลือกลงบรรจุรับราชการในตำแหน่งพนักงานสอบสวนที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ชีวิตราชการวนเวียนโยกย้ายอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดมา ถึงแม้จะอยู่ห่างไกลจากศูนย์อำนาจรัฐ และการทำงานในหลายโอกาสอาจพบพานกับอุปสรรคภยันตรายต่าง ๆ บ้าง แต่ที่นี่คือ “บ้าน” ผมจึงยังทำงานอยู่ที่นี่ ทุกวันนี้ผมมีความสุขกับงานที่ทำอยู่เสมอ...

Friday, January 3, 2014

ปิดถนนประท้วง !!

DSCN0960เหตุการณ์ที่ อ.ธารโต จ.ยะลา เมื่อปี 2550

ช่วงนี้มีข่าวการปิดถนนกันบ่อยครั้ง เป็นเรื่องเก่า ยุทธวิธีเก่า ๆ แต่เอามาฮิตกันใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ความเคลื่อนไหวของม็อบประชาธิปัตย์ในกรุุงเทพฯ ความเหมือนและแตกต่างจากยุทธวิธีของแนวร่วมผู้ก่อเหตุรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟังครับ

เมื่อประมาณปี 2549-2550 ขณะที่ผมยังรับราชการอยู่ที่กองกำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดยะลา  แนวความคิดในการต่อสู้ทางยุทธวิธี สมาชิกแนวร่วมกลุ่มก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีการใช้การปิดถนนเส้นทางสายหลักระหว่างตัวจังหวัดกับอำเภอต่าง ๆ เพื่อประท้วง ตอบโต้ การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในเขตงานพื้นที่ อ.บันนังสตา และ อ.ธารโต ของ จังหวัดยะลา

การปิดถนนดังกล่าว มีการใช้เครื่องกีดขวางต่าง ๆ เช่นท่อนไม้ขนาดใหญ่ การตัดต้้นไม้ขวางถนน  และมีการตั้งเต็นท์ประกอบเลี้ยงบนถนนปิดเส้นทางการจราจร โดยใช้เด็กและสตรีเป็นทัพหน้า ส่วนกลุ่มชายฉกรรจ์จะอยู่หลังฉาก ปล่อยให้เด็กและสตรีอยู่เผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ ในระยะแรกของปิดถนนประท้วง การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างยากลำบาก ตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครองไม่กล้าใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มผู้ชุมนุม (เพราะมีแต่เด็กและสตรี)  มีผลทำให้การชุมนุมยืดเยื้อกินเวลาหลายวัน สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นบรรดาพ่อค้า ผู้ประกอบวิชาชีพต่าง ๆ ที่ต้องใช้เส้นทางในการสัญจร ข้าราชการที่ต้องเดินทางไปกลับในตัวเมือง เกษตรกรที่จะนำผลผลิตไปขายต่างท้องที่  และแม้แต่กระทั่งประชาชนธรรมดาในพื้นที่ซึ่งเป็นแนวร่วมของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงเอง ก็ได้รับผลกระทบนี้ด้วยเช่นกัน

หลังจากแนวร่วมกลุ่มก่อเหตุรุนแรงใช้ยุทธวิธีในการต่อสู้กับอำนาจรัฐด้วยการปิดถนนประท้วงอยู่สักระยะหนึ่ง ความเดือดร้อนเริ่มลุกลามบานปลายขยายตัวไปทั่ว คนเจ็บจะไปโรงพยาบาลก็ไม่ได้  แม่บ้านจะไปซื้อกับข้าวที่ตลาดก็ไม่ได้  เด็ก ๆ ในหมู่บ้านจะไปโรงเรียนก็ไม่ได้ จะขับรถไปรับไม้ยางพาราในท้องที่ข้างเคียงก็ไม่ได้ ภัยคุกคามทุกอย่างเข้าตัวหมด  แนวร่วมกลุ่มก่อเหตุรุนแรงเองก็ได้รับผลกระทบในการปิดถนนนี้อย่างถ้วนหน้าด้วยเช่นกัน จนเกิดความขัดแย้งภายใน  ในที่สุดการปิดถนนประท้วงที่ได้ผลดีในตอนแรกกลับทำให้เกิดผลลัพธ์ด้านลบทั้งภาพลักษณ์และผลกระทบแก่ขบวนการเอง จนแกนนำแนวร่วมขบวนการต้องเลิกยุทธวิธีนี้ไปในที่สุด

หลังจากช่วงประมาณปี 2550 เป็นต้นมาจนกระทั่งปัจจุบัน ผมไม่เคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับการใช้ยุทธวิธีปิดถนนประท้วงเพื่อต่อสู้กับอำนาจรัฐในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกเลย...

ประวัติศาสตร์จะหมุนซ้ำรอยเดิม แต่ไม่ติดอ่าง….

Tuesday, December 31, 2013

เตือนสติ “civil war”

 

s50 22 03 2011 rwanda

มีคนปรามาสว่า  ผมไม่เข้าใจ ไม่รู้จัก "civil war"

ผมคงจะไม่ค่อยเข้าใจคำว่า "civil war" เท่าไหร่ตามที่มีใครบางคนได้กล่าวเอาไว้จริง ๆ เพราะ ทำงานอยู่ใน 3 จชต. มาตั้งแต่ปี 2542 จนกระทั้งปัจจุบัน เคยผ่านการทำงานในพื้นที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา และอีกหลาย ๆ พื้นที่มาก่อน เคยเสี่ยงเป็นเสียงตายมาก็หลายครั้ง ตอนนี้เป็นหัวหน้าโรงพักอยู่ในพื้นที่ แต่ผมก็ไม่เข้าใจมันอยู่ดี ถ้าหากจะมีใครกรุณาชี้แนะผมก็จะยินดีมากครับ (จริง ๆ แล้ว ใน 3 จชต.ก็ยังไม่ถึงขั้น "civil war" อยู่ดี)

เรื่องการรัฐประหาร ที่หลายคนบอกว่า เป็นเรื่องจำเป็นในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน ผมก็ขอเรียนให้ทราบว่า "....ทหารที่ออกมาไม่ได้มีความเป็นกลาง แต่อยู่ฝ่ายเดียวกับคู่ขัดแย้งอีกฝ่าย เมื่อรัฐประหารแล้วก็แต่งตั้งคนของตัวเองออกมาไล่ล่าอีกฝ่ายด้วยหลักกฎหมายที่บูดเบี้ยว บิดเบือน อย่างเอาเป็นเอาตาย ถ้าแก้ปัญหาด้วยรัฐประหารที่ผ่านมานับสิบครั้้งในประวัติศาสตร์ของชนชั้นปกคครอง

ขอถามต่อว่า แล้วปัจจุบันแก้ปัญหาไดัหรือยัง....?

การรัฐประหารก็เป็นแค่สันดานที่แก้ไม่หายของชนชั้นปกครองที่ไม่ยอมให้ประชาชนได้โตเป็นผู้ใหญ่เสียที เพราะเมื่อประเทศมีประชาธิปไตย ความเป็นประชาธิปไตยก็จะแปรผกผันกับอำนาจครอบงำประเทศ ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ที่สูบเลือดสูบเนื้อประชาชนกันอยู่ตลอดมาก็เท่านั้นเอง......

หนทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และป้องกัน "civil war" ได้ คือ กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายต้องทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม ไม่สองมาตรฐาน (หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ไร้มาตรฐาน) ธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อกฎหมาย ข้อบังคับ กฎระเบียบของสังคมไม่สามารถบังคับใช้ได้ เขาจะหันกลับไปใช้กฎธรรมชาติ และสัญชาติญาณดิบ (ให้นึกถึงสภาวะที่ไม่มีกฎหมาย ผู้คนไม่เคารพกฎหมาย ไม่สนใจว่าใครเป็นใครอีกแล้ว เหมือนครอบครัวที่ล่มสลาย พ่อไปทาง แม่ไปทาง ลูกไปทาง ลูก ๆ ทะเลาะกัน ฆ่ากันตายเพราะแย่งชิงผลประโยชน์กันเองในครอบครัว)

องค์กรอิสระต่าง ๆ จึงต้องปฏิบัติหน้าที่วินิจฉัย บังคับใช้กฎหมายอย่างมืออาชีพ ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ผิดว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูก ไม่ลำเอียง ไม่เลือกข้าง

ชนชั้นปกครองจะต้องไม่ปากว่าตาขยิบ ต้องรู้จักปล่อยวางให้ประชาชนของตัวได้เติบใหญ่ทางความคิด เร่งพัฒนาปลูกฝังแนวคิดประชาธิปไตย (จริง ๆ) ให้ประชาชนตระหนักรู้ในสิทธิและเสรีภาพของตัวเอง อำนาจเป็นสิ่งหอมหวาน แต่ดูโลกบ้าง อย่าเห็นประชาชนเป็นลูกแหง่ เป็นของตายที่เลี้ยงบอนไซเอาไว้ไม่ปล่อยให้โตได้ด้วยตัวเอง หากศึกษาประวัติศาสตร์ "civil war" ต่างประเทศก็คงจะรู้ว่า ต้นสายปลายเหตุของ "civil war" มีทีมาจาก "ความอธรรม" ของชนชั้นปกครองเป็นหลัก สูบเลือด สูบเนื้อของประเทศชาติ ประชาชนมานานจนเคยตัว หัดปล่อยวางเสียบ้าง....

ถ้าทำไม้ได้.......

จะเอา "civil war" ก็เอาครับ ผมพร้อมแล้ว พวกคุณ ๆ ทั้งหลายล่ะพร้อมมั้ย ????

(หมายถึง พร้อมที่จะรักษากฎหมายนะครับ) ^^

Wednesday, August 21, 2013

พูดถึงตำรวจรัฐสภา สักนิด

เมื่อ 20 ส.ค.2556 มีการประชุมรัฐสภาเพื่อแก้ไขกฎหมายสำคัญของประเทศ หลายคนคงมีโอกาสได้เห็นความวุ่นวายซึ่งเกิดจากท่าน ส.ส.ผู้ทรงเกียรติ ได้แสดงพฤติกรรมต่าง ๆ โดยมีตำรวจรัฐสภาเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ระงับเหตุความวุ่นวายระหว่างการประชุม
 
ความจริงแล้ว "ตำรวจรัฐสภา" เป็นตำรวจที่ไม่ใช่ข้าราชการตำรวจในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาตินะครับ...
 
"ตำรวจรัฐสภา" เป็นข้าราชการพลเรือน ในสังกัดรัฐสภา ตามพระราชบัญัติระเบียบบริหารราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ.2554 มาตรา 16 ที่กำหนดให้ข้าราชการรัฐสภาสามัญ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา ทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยและรักษาความปลอดภัยบุคคลและทรัพย์สินภายในบริเวณรัฐสภา เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาภายในบริเวณรัฐสภา
 
พูดให้ง่ายเข้าก็คือ "ตำรวจรัฐสภา" คือ “ตำรวจ” อีกประเภทหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของรัฐสภา โดยแต่งเครื่องแบบเหมือนตำรวจ ประดับเครื่องหมายยศตำรวจ นั่นเอง
 
บางคนอาจจะสงสัยว่า...แล้วทำไมข้าราชการพลเรือนเหล่านั้นสามารถแต่งเครื่องแบบตำรวจ และใช้เครี่องหมายยศตำรวจได้ละ!!!???
 
"ตำรวจรัฐสภา" มีสิทธิแต่งเคร่ืองแบบตำรวจ ประดับเครื่องหมายยศตำรวจได้ตาม พระราชบัญญัติยศตำรวจรัฐสภา พ.ศ.2512
 
เครื่องแบบ ยศ เครื่องหมายต่าง ๆ รัฐสภาเป็นผู้กำหนดให้แต่งกายเหมือนข้าราชการตำรวจ เพื่อให้ดูน่าเกรงขามอย่างตำรวจ
 
ข้าราชการพลเรือนเหล่านี้เมื่อออกจากพื้นที่ทำการของรัฐสภา จะแต่งเครื่องแบบประดับเครื่องหมายยศตำรวจไม่ได้โดยเด็ดขาด
 
ตามพระราชบัญญัติยศตำรวจรัฐสภา พ.ศ.2512 มาตรา 4 กำหนดยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรสำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญในสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บังคับหมวดรัฐสภา ตั้งแต่ยศ พันตำรวจตรี  ลงไปถึงยศ ร้อยตำรวจตรี ส่วนมาตรา 5 กำหนดยศตำรวจชั้นประทวนฯ ตั้งแต่ยศ นายดาบตำรวจ ลงไปจนถึง สิบตำรวจตรี
 
มาตรา 7 การ แต่งตั้งให้มียศเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตรให้กระทำโดยประกาศพระบรมราชโองการ
 
มาตรา 8 การถอดหรือการออกจากยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรให้กระทำโดยประกาศพระบรมราชโองการ
 
"ตำรวจรัฐสภา" จึงมีศักดิ์และสิทธิ์ในการแต่งเครื่องแบบและประดับเครื่องหมายยศตำรวจเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา ตามพระราชบัญญัติข้างต้นทุกประการ
 
เมื่อวานเห็นคนที่แต่งเครื่องแบบประดับยศยศพันตำรวจเอก คือน่าจะเป็นหัวหน้า รปภ. บางคนสวมหมวกช่อชัยพฤกษ์ตำแหน่งผู้กำกับการ ไม่แน่ใจว่ามีที่มาอย่างไร???

RevolverMap