Leh in my memory...

As we are entering the new era, where nations are becoming one community, I, as well as my PTI 27th session’s member friends have the mutual vision that we, and other friends of the Asia-Pacific nations, will become closer than ever.
ยินดีต้อนรับสู่โลกใบเล็กของผม โลกของคนทำงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ชีวิตในวัยเด็กผมเคยใฝ่ฝันอยากจะเป็นสถาปนิก แต่เมื่อยามต้องเลือกทางเดินของชีวิต ผมกลับเลือกที่จะสวมเครื่องแบบสีกากี โดยสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารเหล่าตำรวจ หลังสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ผมเลือกลงบรรจุรับราชการในตำแหน่งพนักงานสอบสวนที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ชีวิตราชการวนเวียนโยกย้ายอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดมา ถึงแม้จะอยู่ห่างไกลจากศูนย์อำนาจรัฐ และการทำงานในหลายโอกาสอาจพบพานกับอุปสรรคภยันตรายต่าง ๆ บ้าง แต่ที่นี่คือ “บ้าน” ผมจึงยังทำงานอยู่ที่นี่ ทุกวันนี้ผมมีความสุขกับงานที่ทำอยู่เสมอ...

Wednesday, December 15, 2010

ตร.คลองลึก รวบเขมรมุสลิม ซุกอุปกรณ์ประกอบบึมลงใต้

ที่มา: Thairath 12 มิ.ย. 50 - 13:54


เมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ (12 มิ.ย.) ขณะเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ศุลกากร ตั้งจุดตรวจค้นบริเวณหน้าด่านพรมแดนอรัญประเทศ จ.สระแก้ว พบชาวเขมรมุสลิม 15 คน ถือกระเป๋าสัมภาระเดินทางผ่านด่านตรวจ จากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา เจ้าหน้าที่จึงขอตรวจค้น พบว่าในกระเป๋าเสื้อผ้าของนายแมน มัตอารี อายุ 29 ปี ชาวจ.กระแจะ ประเทศกัมพูชา มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซุกซ่อนอยู่ เช่น แผงวงจรไฟฟ้า 2 ชุด ตัวรีเลย์ไฟฟ้า 1 ชุด พร้อมด้วยกล่องไม้แยกส่วน ขนาดกว้าง 8 ซม. สูง 6 ซม. และยาว 18 ซม. จำนวน 5 แผ่น ด้านข้างกล่องไม้มีการเจาะรูต่อวงจรไฟฟ้าไว้ด้วย เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวมาสอบสวน ซึ่งนายแมน ให้การอ้างว่า เพื่อนชาวเขมรมุสลิมฝากวัตถุดังกล่าวไปให้เพื่อนชาวเขมรมุสลิมด้วยกันที่ชายแดนประเทศมาเลเซีย โดยไม่ทราบว่าเป็นอุปกรณ์อะไร บอกเพียงว่าเอาไปใช้ระเบิดจับปลา

ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้ประสานขอเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดจาก กก.ตชด.ที่ 12 มาตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่า อุปกรณ์ดังกล่าวเป็นแผงวงจรไฟฟ้าและแผงวงจรเอสซีอาร์ (SCR) ซึ่งเป็นวงจรรีเลย์สัญญาณสามารถต่อพ่วงกับโทรศัพท์มือถือได้ โดยหากมีการต่อพ่วงครบวงจรจะสามารถทำเป็นระเบิดแสวงเครื่องได้ ส่วนกล่องไม้เมื่อประกอบแล้วสามารถบรรจุระเบิดได้ประมาณ 1 ปอนด์ รัศมีการทำลายประมาณ 100 เมตร

ร.ต.อ.วิชาญ จิตตยานันท์ รอง สว.สส. สภ.ต.คลองลึก กล่าวว่า ในชั้นต้นนี้ ยังไม่สามารถเอาผิดอะไรได้ เนื่องจากเป็นแค่อุปกรณ์เท่านั้น ไม่ได้มีการต่อวงจรทำเป็นวัตถุระเบิดที่สมบูรณ์ เพียงแต่สงสัยในพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจ จึงทำการตรวจยึดอุปกรณ์ดังกล่าวไว้ พร้อมทั้งสอบประวัติและถ่ายภาพเก็บไว้ก่อนปล่อยตัวไป เนื่องจากชาวเขมรมุสลิมทุกคนมีพาสปอร์ต และประทับวีซ่าเข้าประเทศมาอย่างถูกต้อง

ขณะที่สถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังรุนแรงต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลา 10.00 น. ตำรวจ สภ.อ.รามัน จ.ยะลา รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้อาวุธสงครามกราดยิงนายอับดุลเราะมาน สะมะ อายุ 60 ปี อุสตาซโรงเรียนสอนศาสนาบ้านบาลอ และที่ปรึกษาคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา เสียชีวิต ขณะขับรถกระบะมาตามถนนสายรามัน-บาลอ หมู่ 1 บ้านลีนา ตำบลกายูบอเกาะ เพื่อไปสอนหนังสือ สภาพศพถูกกระสุนปืนเอ็ม 16 เข้าที่ใบหน้า ศีรษะ และลำตัวจำนวนหลายนัด เจ้าหน้าที่เก็บปลอกกระสุนปืนตกอยู่ในที่เกิดเหตุจำนวน 21 ปลอก ไว้เป็นหลักฐาน เพื่อติดตามจับกุมคนร้ายต่อไป ซึ่งเชื่อว่าเป็นพวกกลุ่มก่อความไม่สงบที่ต้องการสร้างสถานการณ์ในพื้นที่

Tuesday, November 9, 2010

วาดฝัน “ปัตตานีมหานคร” นครแห่งความหวังสู่อนาคต

image
ข้อมูลจาก สำนักข่าวมุสลิมไทยดอทคอม
ดาวน์โหลด: ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบบริหารราชการปัตตานีมหานคร พ.ศ. ...
นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่เป็นไปอย่างยากลำบาก ผู้คนต่างมีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดผวา อาณาจักรแห่งความกลัว และความหวาดระแวง แผ่ขยายออกไปทุกหย่อมหญ้า  รัฐบาลทุ่มเทงบประมาณจำนวนมหาศาล ทังกำลังเงิน คน อาวุธยุทโธปกรณ์ ระดมมันสมองนักคิด นักยุทธศาสตร์ นักวิชาการหาวิธียุติเหตุร้ายเพื่อสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในเร็ววัน
แนวคิดในการจัดรูปแบบการปกครองพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตปกครองพิเศษ รูปแบบต่าง ๆ เป็นอีกมรรควิธีหนึ่งในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนที่รัฐบาลควรให้ความสนใจศึกษาถึงความเป็นไปได้อย่างจริงจัง ซึ่งในปัจจุบันมีผู้เสนอแนวคิดไว้หลายรูปแบบ
ในขณะที่ประชาชนยังคงรอความหวังอยู่ต่อไป  เป็นเวลาเดียวกันกับที่ “คณะทำงานเพื่อเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้” ของพรรคเพื่อไทยกำลังวาดฝัน “มหานครปัตตานี” ฟื้นชีวิตชีวาของ “ระเบียงแห่งมักกะห์” คืนสีสันให้นครปัตตานี

“มหานครปัตตานี” เกิดจากการระดมความคิดจากเวทีภาคประชาสังคมในพื้นที่ เริ่มต้นด้วยการสร้างศูนย์ราชการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในพื้นที่ 3 อำเภอที่เป็นเขตเชื่อมต่อ 3 จังหวัด คือ อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี อ.รามัน จ.ยะลา และ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เนื่องจากพื้นที่นี้อยู่กึ่งกลางระหว่างจังหวัดทั้งสาม ซึ่งเป็นเขตรอยต่อที่สามารถพัฒนาร่วมกันได้ ใช้พื้นที่ขั้นต้นประมาณ 10,000 ไร่ มีการวางผังเมืองอย่างดี เทียบได้ หรือเหนือกว่าเมืองปุตราจาญา (Putra Jaya) ในรัฐเซอลางอ ประเทศมาเลเซีย”  จะมีการสร้างคลองเชื่อมเพื่อทดน้ำมาจากแหล่งน้ำที่ใกล้ที่สุด ทั้งจากแม่น้ำปัตตานี หรือเขื่อนบางลาง ทำทะเลสาบขนาดใหญ่เพื่อกักเก็บน้ำ เป็นสวนสาธารณะและแหล่งบันเทิงที่ฮาลาล image
สร้างศูนย์ราชการที่ทันสมัยครบวงจรบนเนื้อที่ 10,000 ไร่ มีมหาวิทยาลัยใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จุคนได้ไม่น้อยกว่า 30,000 คน

จำลองวัดช้างไห้และศาลเจ้าแม่กวนอิมเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับฝ่ายพี่น้องที่นับถือศาสนาพุทธและชาวไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในบริเวณนี้   สร้างท่าเรือน้ำลึกเชื่อมสองฝั่งทะเล สร้างนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลครบวงจร

มหาวิทยาลัยแห่งใหม่ ระดับนานาชาติ เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ และการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม เป็นตักศิลาแห่งความเป็นเลิศในศาสตร์ทุกสาขา โดยเฉพาะสาขาวิทยาศาสตร์ฮาลาล มีคณะวิทยาศาสตร์ฮาลาลเพื่อผลิตบุคลากรป้อนให้โรงงานเพื่อจัดระบบต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมฮาลาลปัตตานีและโลก  ฟื้นฟูความเป็นศูนย์กลางทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นทางด้านวิชาการศาสนา ศิลปะวิทยาการ หรือศูนย์กลางทางการค้าให้สอดรับกับความยิ่งใหญ่ในอดีตของปัตตานี ซึ่งเป็นศูนย์รวมแห่งวิชาการ ที่เคยได้รับขนานนามว่า “เป็นระเบียงแห่งมักกะห์”

สร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ที่ จ.ปัตตานี  และ จ.สตูล ให้เป็นศูนย์กลางแห่งภูมิภาค ดั่งที่ปัตตานีเคยเป็นมาในอดีต เป็น “นูซันตารา” (Nusantara) สุวรรณภูมิ หรือแผ่นดินทอง มีเครือข่ายการคมนาคมเป็นรางเชื่อมต่อทั้ง 3 จังหวัด สู่ จ.สงขลา และ จ.สตูล ซึ่งจะทำให้คนในพื้นที่มีศักยภาพในการค้าขายมากยิ่งขึ้น  ทำแลนด์บริดจ์เชื่อมโยง 2 จังหวัดดังกล่าวให้เป็นเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยง 2 ฝั่งทะเล เป็นศูนย์กลางทางทะเลทั้งชายฝั่งทะเลตะวันออกและตะวันตกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

ท่าเรือน้ำลึกฝั่งตะวันออกสร้างที่ จ.ปัตตานี เพื่อคืนชีวิตของนครปัตตานีให้กลับมามีชีวิตชีวาดั่งเดิม ส่วนฝั่งตะวันตกสร้างที่ จ.สตูล ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐปัตตานีในอดีต แต่ จ.สตูล เป็นเมืองหน้าด่านของชายฝั่งทะเลตะวันตกของมหานครปัตตานี จึงต้องสร้างท่าเรือน้ำลึกเพื่อเป็นประตูไปสู่นครมักกะห์ และโลกอาหรับ
imageในอนาคตประชาชนชาวไทยมุสลิมสามารถเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ โดยเรือสำราญขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ครั้งละ 3,000 - 4,000 คน เสียค่าใช้จ่ายเพียง 60,000-80,000 บาท ใช้เวลาเดินทางเพียง 3 วัน

ในเรือมีห้องประชุมขนาดใหญ่ มีสถานที่พักผ่อนอำนวยความสะดวกครบถ้วนเช่นเดียวกับในโรงแรมระดับห้าดาว ระหว่างเดินทางจึงสามารถจัดฝึกอบรมหรือสัมมนาเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการประกอบพิธีฮัจญ์ที่ถูกต้องได้ ทั้งยังสามารถนำสินค้าโอทอป หรืออาหารฮาลาลที่ผลิตในมหานครปัตตานีไปขายได้อีกด้วย

ปัตตานีในอนาคตจะเป็นศูนย์กลางของผลิตภัณฑ์ฮาลาลเพื่อป้อนให้กับโลกอย่างครบวงจร มีฟาร์มไก่ระบบปิดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีโรงเชือดที่ถูกต้องตามหลักศาสนบัญญัติ มีโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับไก่อย่างครบวงจร  ส่วนสินค้าจากการทำประมง ก็จะนำมาแปรรูปเป็นอาหารกระป๋องและอาหารแห้งอย่างครบวงจร มีแบรนด์เป็นของตัวเองเป็นสัญลักษณ์ของมหานครปัตตานีให้ทั่วโลกได้รู้จักและอุดหนุนสินค้า
imageนอกจากนี้จะจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุนตามหลักชะรีอะห์จุดประสงค์เพื่อสร้างการเชื่อมโยงกับแหล่งเงินทุนมหาศาลในตะวันออกกลาง และโลกมลายู ตลอดจนความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจกับรัฐทางตอนเหนือและตะวันออกของมาเลเซีย คือ รัฐเปอร์ลิส เคดาห์ กลันตัน และตรังกานู

University of Nusantara จะเป็น Center of excellence หรือ ตักศิลาแห่งฮาลาลไซนส์ (Halal Science) เป็นสำนักคิดที่มีความร่วมมือกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับองค์กรภาคเอกชน ทำนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล Logistic Halal  และ Marketing

การจะเดินไปสู่จุดหมายปลายทางแห่งฝันดังกล่าวได้  จะต้องร่วมกันร่างสัญญาประชาคมกับประชาชนในพื้นที่ 3 อำเภอนี้ ว่าต่อไปจะไม่มีการเกิดเหตุร้ายในพื้นที่อีก เพื่อเป็นการแสดงความจริงใจของชาวบ้านจะร่วมระวังป้องกันไม่ให้ใครเข้ามาทำลายความสงบสุขอีกต่อไป

ทั้งนี้การตั้งมหานครปัตตานี ต้องออกเป็นกฎหมาย ลักษณะเป็นการปกครองพิเศษ เช่นเดียวกัน กรุงเทพมหานคร ที่ประชาชนเลือกผู้ว่าราชการจังหวัด อาณาเขตอาจครอบคลุมพื้นที่ 3 - 4 จังหวัดภาคใต้ แต่นโยบายนี้จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล

“มหานครปัตตานี  เป็นเพียงรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่นที่เหมือน กทม. และ เมืองพัทยา จ. ชลบุรี เท่านั้น และน่าจะเป็นทางออกของการมีส่วนร่วมในการกระจายอำนาจในการดูแลตัวเองที่ดี ที่สุด เหมือนที่ กทม.และพัทยา  ที่ประสบผลสำเร็จมาแล้ว”













Wednesday, September 22, 2010

ครั้งแรกกับการโดดเฮลิคอปเตอร์

Helicopter Skydive หลังจากฝึกสำเร็จหลักสูตร “การโดดร่มแบบกระตุกเอง” จาก บก.สอ.บช.ตชด.หรือ “ตำรวจพลร่ม ค่ายนเรศวร” รับประกาศนียบัตร ไปเมื่อ 9 ส.ค. 2553 แล้ว  ผมคิดว่าคงมีโอกาสริบหรี่ที่จะได้มีโอกาสโดดร่มดิ่งพสุธาท้าทายความกล้าและความสูงอีก 

แต่แล้วโอกาสอันริบหรี่ที่ว่านั้นก็วิ่งกระโจนเข้ามาหาผมอย่างไม่คาดฝัน  เมื่อ “น้าบัง” น้าชายผมซึ่งเป็นทหารรบพิเศษ และเป็นนักกีฬาโดดร่มแบบกระตุกเอง หรือดิ่งพสุธา ของกองทัพบก ทราบข่าวว่า ผมเพิ่งฝึกสำเร็จหลักสูตร จึงโทรมาชวนไปโดดร่มดิ่งพสุธาร่วมกับพี่ ๆ น้อง ๆ ทหาร  ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งมักจะมีฝึกซ้อมโดดร่มฯ กันที่นี่เป็นประจำ และในวันที่ 19 ก.ย. 2553 จะมีการฝึกซ้อมโดดร่มฯ กันอีก เพื่อไปโดดโชว์เชื่อมความสัมพันธ์กับชาวบ้านในพิธีเปิดงานแข่งขันกีฬาตำบลที่ ร.ร.บ้านมะหุด ต.ประโด อ.มายอ จ.ปัตตานี ด้วยอารามดีใจ ผมรีบตอบตกลงน้าบังไปทันทีโดยไม่ชักช้า


Read More: ครั้งแรกกับการโดดเฮลิคอปเตอร์

RevolverMap