Leh in my memory...

As we are entering the new era, where nations are becoming one community, I, as well as my PTI 27th session’s member friends have the mutual vision that we, and other friends of the Asia-Pacific nations, will become closer than ever.
ยินดีต้อนรับสู่โลกใบเล็กของผม โลกของคนทำงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ชีวิตในวัยเด็กผมเคยใฝ่ฝันอยากจะเป็นสถาปนิก แต่เมื่อยามต้องเลือกทางเดินของชีวิต ผมกลับเลือกที่จะสวมเครื่องแบบสีกากี โดยสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารเหล่าตำรวจ หลังสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ผมเลือกลงบรรจุรับราชการในตำแหน่งพนักงานสอบสวนที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ชีวิตราชการวนเวียนโยกย้ายอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดมา ถึงแม้จะอยู่ห่างไกลจากศูนย์อำนาจรัฐ และการทำงานในหลายโอกาสอาจพบพานกับอุปสรรคภยันตรายต่าง ๆ บ้าง แต่ที่นี่คือ “บ้าน” ผมจึงยังทำงานอยู่ที่นี่ ทุกวันนี้ผมมีความสุขกับงานที่ทำอยู่เสมอ...

Saturday, August 27, 2011

สารัตถะแห่งนิยาม "เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา" - 25/08/2011

หมายเหตุ: ผมได้รับอีเมล์ บทความ จากเว็ปไซค์ พูโล “สารัตถะแห่งนิยาม "เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา" - 25/08/2011” เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2554o‏  จากผู้บังคับบัญชา เห็นว่า ผู้เขียนบทความได้สะท้อนถึงความรู้สึกของพี่น้องมุสลิมบางส่วนที่จับอาวุธขึ้นสู้ ไว้ได้อย่างน่าสนใจ.. เผื่อว่า ผู้มีอำนาจที่แท้จริงที่ครอบงำการเมืองการปกครองของไทยมาตลอดประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่จะได้ฉุกคิดได้บ้าง….

ถ้าหากว่ารัฐไทยและเจ้าหน้าที่รัฐใน "จังหวัดชายแดนภาคใต้" รู้จักกับนิยามของคำว่า "เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา" ในความหมายที่แคบ ๆ ด้วยความเข้าใจอย่างตื้น ๆผิวเผินแค่รู้ว่าที่นั่นพวกเขานับถือศาสนาอิสลาม พูดภาษามลายู แต่งกายแบบอิสลาม แล้วพยายามเข้าถึงด้วยการเยี่ยมเยียนแสดงไมตรีจิตและอัธยาศัยที่ดี ยื่นมือช่วยเหลือพัฒนาเขาไว้บ้างหากโอกาสอำนวย แต่ด้วยความหยิ่งและทรนงหลังหลอกของรัฐไทยที่รู้ ๆ กันนั้น ไม่มีวันเข้าถึงพริกถึงขิงแน่นอน

ประการแรกอันเนื่องมาจากรัฐไทยถูกครอบงำด้วยชาตินิยมจอมปลอมและสุดโต่ง ยึดมั่นอยู่กับแต่ความคิดเห็นของตัวเอง ไม่ยอมเคารพในวัฒนธรรมของผู้อื่น ไม่ใช่แค่ความคิดแบบนี้เท่านั้นที่ยังไม่หมดไป หากแต่รัฐไทยก็ยังคาดหวังการยอมรับจากชนชาวมลายูปาตานีเสียด้วยซ้ำ ปาตานีดารุสสลามที่ยังอยู่ในความปกครองของรัฐไทยที่จริงๆแล้วหมดความชอบธรรมมาเนิ่นนานแล้วนั้น กลายเป็นแค่สถานที่กำจัดขยะของรัฐไทยเสมอมา ณ จุดนี้ รัฐไทยน่าจะเข้าใจแล้วว่าข้อนี้ชนชาวมลายูปาตานียังตระหนักดีอยู่เสมอ

ชนชาวมลายูปาตานีที่กำลังดิ้นรนต่อสู้เพื่อหลุดพ้นจากอุ้งมือของทรราชรัฐไทยในขณะนี้ อยู่ในภาวะการณ์ที่คล้าย ๆ กับรัฐไทยครั้นในนาม "สยามประเทศ" ที่ต้องต่อสู้ปลดแอกจากการอยู่ภายใต้การปกครองของเขมร (ก่อนก่อตั้งนครรัฐสุโขทัย) การต่อสู้กอบกู้เอกราชจากพม่าถึง ๒ ครั้ง และขบวนการใต้ดิน "เสรีไทย" ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ คือเหล่าชิ้นส่วนทางประวัติศาสตร์ที่รัฐไทย (ใหม่) ภูมิใจตนเอง แต่กับชนชาวมลายูปาตานีกลับปฎิบัติตนเยี่ยงเจ้าอาณานิคมตราบเท่าทุกวันนี้ โดยมีศูนย์บัญชาการอาณานิคมที่ยะลาที่รู้จักกันในนาม "ศอ.บต."

นับตั้งแต่ผนวกดินแดนปาตานีเมื่อปี ๑๙๐๒ รัฐไทยมิได้แค่อ้างเรื่องสิทธิ อำนาจอธิปไตยที่มิชอบเพียงอย่างเดียว หากแต่ได้อ้างถึงดินแดนยึดครองแถบนี้คุ้มครองโดยพระสยามเทวาธิราชอีกด้วย ซึ่งท้าทายความเชื่อถือทางศาสนาอิสลามของชนชาวปาตานีอย่างชัดเจนและความเชื่อผิด ๆ นี้เองที่ผสมผสานกับการหลงไหลในชาตินิยมสุดโต่งที่เป็นเสมือนธรรมเนียมถือปฎิบัติบรรดาข้าราชการที่อนุโลมกระทำตนเป็นขุนศึกขุนนางและศักดินา ละเมิดสิทธิเสรีภาพ ข่มเหงรังแกและดูถูกเหยียดหยามชนชาวมลายูปาตานี และการแสวงหายศฐานะและผลประโยชน์กันเองอีกทางหนึ่ง

จะเห็นได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐทั้งพลเรือน ทหาร ตำรวจที่ก้าวสู่ตำแหน่งหน้าที่แบบก้าวกระโดดต่างก็ยึดหากินบนเลือดเนื้อและชีวิตของชนชาวมลายูปาตานีเป็นเดิมพัน  ล่าสุดอดีตวีระบุรุษของรัฐไทยอย่าง "จ่าเพียร" ก็เคยป่าวประกาศอย่างภาคภูมิใจที่ได้เข่นฆ่าเยาวชนปาตานีถึง ๒๓ คนก่อนที่เขาเองจะถึงจุดจบ ความเป็นนิติรัฐจึงไม่เกิดขึ้นกับชนชาวปาตานี แต่กับชนชาติพันธุ์เดียวกัน ถึงจะมีคดีติดตัวฐานกบฏหรือผู้ก่อการร้ายก็มีอภิสิทธิ์ได้ดิบได้ดีถึงฝ่ายนิติบัญญัติ และในเมื่อได้มาเจอกับปัญหาปาตานีก็ต่อเมื่ออยู่ในตำแหน่งต่าง ๆ ทั้งข้าราชการประจำ ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร หรือตุลาการ โดยไม่เคยสัมผัสกับความรับผิดชอบผ่านกระบวนการเรียนรู้อย่างเสมอภาคและให้เกียรติไม่ว่าจะมาจากอบรมสั่งสอนจากสถาบันรัฐเองหรือสังคมตั้งอยู่บนฐานความจริง ชนชาวมลายูปาตานีจึงได้เจอกับนักปกครองที่แปลกหน้าไม่สิ้นสุด

แต่วันนี้ ที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะประกาศนโยบายต่อรัฐสภารัฐไทย ชนชาวมลายูปาตานีจะสามารถวัดปรอทความเข้าใจของรัฐบาลชุดนี้ว่าในสายตาพวกเขา ชนชาวมลายูปาตานีอยู่ในสถานะอะไร หรือว่าจะเหมือนกับรัฐบาลชุดที่แล้วที่ดำเนินการตามแผนซ้อนแผนของรัฐไทยที่กวาดซื้อเสียงละหนึ่งพันห้าร้อยบาท บางพื้นที่ถึงกับจี้บังคับว่าต้องได้คะแนนเท่านั้นเท่านี้เพื่อที่จะสกัดกั้นนโยบายของพรรคเลือกตั้งฝ่ายตรงข้ามที่จะประกาศเขตปกครองพิเศษ หรือว่าจะเหมือนรัฐบาลทักษิณ ที่มีทั้งละเมิดสิทธิ์และเคยประกาศที่จะพัฒนาปาตานีดารุสสลามด้วยงบแสนล้านหลังประชุมคณะรัฐบาลเคลื่อนที่ที่นราธิวาส ผลสุดท้ายก็แค่สร้างเศรษฐีเงินล้านแก่บริวาร 

หรือความเข้าใจแบบ พล.ท.อุดมชัยที่อ้างว่าชนชาวมลายูปาตานีที่ต่อต้านรัฐไทยตอนนี้มีแค่ระหว่าง ๗,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ คนโดยหารู้ไม่ว่าจำนวนนี้คือหน่วยปฎิบัติการที่น่าจะเพียงพอที่จะพิทักษ์คุ้มครองชนชาวปาตานี ๒-๓ ล้านคน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากกว่าทหารเกณท์รัฐไทยที่มีแค่ไม่ถึง ๒ แสนต่อประชากร ๖๓ ล้านกว่า

ปัญญารัฐไทยมีเพียงเท่านี้หรือที่จะเทียบกับปัญญาชนปาตานีที่รอบรู้อย่างน้อย ๔ ภาษา เพราะฉะนั้นท่านพิจารณาตนเองก็แล้วกันว่าใครน่าจะได้รับการ พัฒนาก่อน แล้วท่านจะเข้าถึงชุมชนมลายูได้อย่างไรในเมื่อท่านรู้แต่ภาษาเงินบ่ฮู้ภาษาใจแม้แต่น้อย

Sunday, August 7, 2011

จับยาข้ามชาติ ค่า3พันล้าน

ผงขาว-ยาบ้า-ไอซ์ไทยร่วมมาเลเซียเข้าจู่โจมพร้อมกัน

image

ตำรวจไทย-มาเลเซีย ร่วมกันทลายแก๊งค้ายานรกข้ามชาติ ภายใต้แผนปฏิบัติการ ออกัส 11 จับกุมนักค้า 2 ชาติ รวมกัน 11 คน พร้อมของกลางลอตมโหฬาร มูลค่ากว่า 3 พันล้านบาท ผบ.ตร.นำทีมแถลงเบื้องหลังความสำเร็จ จับกุม 1 ในขบวนการได้ในพื้นที่ บช.ภ.6 ก่อนส่ง บช.ปส.ขยายผล พบเป็นขบวนการค้ายาข้ามชาติส่งต่อประเทศมาเลเซีย จึงประสานงานก่อนจู่โจมเป้าหมายพร้อมกัน ฝ่ายไทยจับกุมได้ 2 คน ส่วนมาเลเซียตามลากคอได้ 9 คน เปิดแถลงข่าวพร้อมกัน 2 ประเทศ

ผลงานการจับกุมยาเสพติดของตำรวจไทย-มาเลเซีย ครั้งนี้ เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 ส.ค. ที่สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.อติเทพ ปัญจมานนท์ ผบช.ปส. ร่วมกันแถลงข่าวจับผู้ต้องหาค้ายาเสพติดหลายราย คดีแรกจับกุมนายแวซายูตี หรือ ตี ดือราแม อายุ 24 ปี และนายมุสตอปา หรือยีปา อาโรง อายุ 25 ปี พร้อมยาบ้า 432,000 เม็ด จับกุมได้ภายใน ซอย 5/1 ถนนเทศาพัฒนา ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ภายหลังจากเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตำรวจทางหลวง และ บช.ภ.6 ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาค้ายาเสพติดได้ 1 ราย ก่อนส่งให้ บช.ปส. สอบสวนขยายผลจนทราบว่า ผู้ต้องหาคนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติระหว่างประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย บช.ปส. จึงสนธิกำลังร่วมกับ บช.ภ.9 บช.ตชด. กองทัพเรือ กอ.รมน. ภาค 4 และเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเลเซีย ร่วมกันสืบสวน ก่อนจับกุมผู้ต้องหาพร้อมกัน 2 ประเทศ โดยประเทศมาเลเซีย จับกุมผู้ต้องหาได้ 9 คน ยาไอซ์ 16 กิโลกรัม เฮโรอีน 22 กิโลกรัม ยาบ้า 2,000 เม็ด มูลค่ากว่า 3 พันล้านบาท

ผบ.ตร. กล่าวต่อว่า ผลการจับกุมดังกล่าว เป็นแผน ปฏิบัติการในชื่อ ออกัส 11 เป็นการปฏิบัติร่วมกันระหว่าง บช.ปส. และสำนักงานตำรวจปราบปรามยาเสพติดประเทศ มาเลเซีย โดยทางตำรวจมาเลเซียได้แถลงข่าวที่รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย ในเวลาเดียวกันนี้ด้วย ทั้งนี้ จากการสืบสวนทราบว่า คนร้ายจะขนยาเสพติดมาจากทางภาคเหนือของประเทศไทย ผ่านทางกรุงเทพฯ แล้วลงไปทางภาคใต้ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ก่อนเข้าไปประเทศมาเลเซีย จึงได้วางแผนร่วมกับเจ้าหน้าที่ประเทศมาเลเซียก่อนดำเนินการจับกุม ถือเป็นความสำเร็จของความร่วมมือในด้านการปราบปรามยาเสพติดระหว่างประเทศอย่างดียิ่ง ขอขอบคุณในความร่วมมือของตำรวจมาเลเซียไว้ ณ ที่นี้ นอกจากนี้ ตนจะเดินทางไปประเทศพม่าในสัปดาห์หน้า เพื่อประชุมแก้ไขปัญหายาเสพติดระหว่างประเทศ ส่วนนโยบายการปราบปรามยาเสพติดกับรัฐบาลใหม่ คิดว่า นโยบายจะเป็นไปทิศทางเดียวกัน คงไม่เปลี่ยนแปลง มี แต่จะเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น

พล.ต.อ.วิเชียรแถลงถึงคดีที่ 2 ต่อว่า เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 6 ส.ค. ตำรวจ บช.ปส. จับกุมนายอิบบราฮิม คาลิลไดอัลโล อายุ 27 ปี ชาวกินี พร้อมของกลางยาไอซ์ 2,500 กรัม ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทาง ที่สนามบินสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ คดีที่ 3 เมื่อบ่ายวันที่ 6 ส.ค. ตำรวจ บช.ปส. จับกุมชาวลาว 2 คน พร้อมยาบ้า 2,000 เม็ด ราคา 225,000 บาท ได้ที่ลานจอดรถในสถานีขนส่งหมอชิต แขวงลาดยาว เขตจตุจักร ส่วนคดีสุดท้าย เมื่อคืนวันที่ 6 ส.ค. ตำรวจ บช.ปส. ร่วมกับตำรวจ บช.ภ.6 และเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ จับกุมนายพนม คิดสนอง อายุ 36 ปี พร้อมของกลางกัญชา ประมาณ 2.06 กรัม ขณะตั้งด่านตรวจบริเวณด่านยานพาหนะพยุหคีรี จ.นครสวรรค์

อีกรายตำรวจทางหลวงโชว์ผลงานรวบ นศ.สาวมหาวิทยาลัยดังร่วมมือกับแฟนหนุ่มลอบขนยาบ้าลอตใหญ่ โดยเมื่อเวลา 05.30 น. วันที่ 7 ส.ค. ขณะที่ พ.ต.ท.ธรรมปทน ชาวกำแพง สว.สทล.4 กก.7 บก.ทล. (ทางหลวงทุ่งสง) พร้อมกำลังตั้งด่านตรวจค้นรถยนต์บนถนนสายเอเชีย ใกล้สามแยกบ้านจำปา หมู่ 9 ต.ถ้ำใหญ่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช พบรถเก๋งโตโยต้าวีออส ทะเบียน กต 5182 เชียงราย วิ่งผ่านมาจึงเรียกตรวจค้น ภายในรถชายหญิงนั่งคู่กันมา 2 คน ทราบชื่อภายหลังคือนายณรงค์ชัย ธิยะ อายุ 32 ปี และ น.ส.คนึงนิจ ผาสุข อายุ 23 ปี ทั้งคู่เป็นชาว จ.เชียงราย ค้นในรถพบยาบ้าจำนวน 108,000 เม็ด และยาไอซ์หนัก 2 กก. มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ซุกซ่อนอยู่ในรถ

สอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 2 คน รับสารภาพว่ารับจ้างจากเอเย่นต์รายใหญ่ใน จ.ปทุมธานี ให้นำยาเสพติดทั้งหมดมาส่งลูกค้าที่แยกบ้านสวนผัก อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ในราคา 1 แสนบาท เหลือระยะทางอีกเพียง 3 กม. ก็จะถึงจุดนัดพบแล้ว แต่มาถูกจับคาด่านเสียก่อน สำหรับ น.ส.คนึงนิจปัจจุบันเป็น นศ.ชั้นปีที่ 3 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านหัวหมาก คุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.ทุ่งสง ดำเนินคดีต่อไป

ที่มา: จับยาเสพติดข้ามชาติ มูลค่า 3 พันล้าน

Wednesday, July 27, 2011

ชาวบันนังสตาร้องกระทรวงยุติธรรมติดตามคนหาย

0000001213075878-FB8E-34979
ที่มา: ชาวบันนังสตาร้องกระทรวงยุติธรรมติดตามคนหาย
วันอังคาร ที่ 26 ก.ค. 2554

กระทรวงยุติธรรม 26 ก.ค.- ชาวบ้านบันนังสตา ร้องกระทรวงยุติธรรมคนหายจากหมู่บ้าน พาดพิงติดต่อไม่ได้หลังจากถูกเรียกตัวเข้าไปที่ค่ายตำรวจพลร่มในพื้นที่ พร้อมร้องขอดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษและให้การคุ้มครองพยานในคดี

น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และนายกิจจา อาลีอิสเฮาะ ทนายความมุสลิม ในฐานะผู้ประสานงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมด้วย น.ส.นูรอามาณีย์ อูมา อายุ 24 ปี ชาวบ้านบ้านตือระ หมู่ 8 ต.บันนังสตา จ.ยะลา ภรรยานายอิบรอเฮง กาโฮง และญาติของนายดุลหามิ มะแร ชาวบ้านในพื้นที่จำนวนหนึ่ง เข้าพบ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ร้องเรียนขอให้ช่วยติดตามกรณีนายอิบรอเฮง ซึ่งเป็นสามี ได้หายตัวไปพร้อมกับเพื่อนตั้งแต่วันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา หลังจากไปตามเรือที่ถูกตำรวจตระเวนชายแดน (ค่ายนเรศวร) บ้านสันติ 1 ต.เขื่อนบางลาง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าค่ายตำรวจพลร่ม เนื่องจากน้องสาวของผู้สูญหายแจ้งให้ญาติทราบว่าได้เห็นบุคคลทั้งสองขับรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปในค่ายตำรวจพลร่ม และก่อนที่จะเข้าไปได้เข้าพบผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านให้ช่วยติดตาม และจะเดินทางล่วงหน้าไปในค่ายก่อน ระหว่างทางยังพบกับเพื่อนบ้านที่สามารถเป็นพยานยืนยันได้ว่าบุคคลทั้งสอง เข้าไปในค่ายตำรวจพลร่มจริง แต่หลังจากนั้นทางบ้านก็ไม่สามารถติดต่อได้ ดังนั้น ญาติจึงได้เข้าแจ้งกับมูลนิธิศูนย์ทนายมุสลิม และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และ สภ.บันนังสตา เพื่อให้ช่วยติดตามสามีและเพื่อนสามี

น.ส.นูรอามาณีย์ กล่าวว่า ขณะนี้ผ่านมากว่า 3 เดือนแล้ว หน่วยงานในพื้นที่โดยเฉพาะ ศอ.บต.ได้แจ้งให้ทั้ง 2 ครอบครัว ทราบโดยยอมรับว่าบุคคลทั้งสองสูญหายจริง แต่ไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงว่าหายไปได้อย่างไร

ตนและญาติผู้สูญหายเกรงว่าการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อาจไม่ต่อเนื่อง จึงได้เข้ามาร้องทุกข์กับกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อขอให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ และให้ความคุ้มครองญาติ เพราะเกรงเรื่องความไม่ปลอดภัย ซึ่งทางญาติต้องการทราบว่าบุคคลทั้งสองยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

ด้าน น.ส.พรเพ็ญ กล่าวว่า ระหว่างปี 2546-ปัจจุบัน มีรายงานผู้สูญหายในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้จำนวน 35 ราย ซึ่งทั้งหมดที่สูญหายไป ไม่สามารถติดตามตัวได้แม้แต่รายเดียว โดยปี 2546 พบชาวบ้านสูญหายไปถึง 27 คน ต่อมาจำนวนผู้สูญหายมีเฉลี่ยปีละ 1-2 คน ซึ่งถือว่าลดลง ทั้งนี้ อาจเกิดจากการมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน บังคับใช้ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐสามารถเรียกตัวผู้ต้องสงสัยไปสอบสวนข้อเท็จจริงได้ ทำให้สถานการณ์การหายไปของบุคคลมีจำนวนน้อยลง จากการลงพื้นที่พบว่าญาติและครอบครัว และชุมชนที่ใกล้ชิดกับคนที่หายไปโดยเฉพาะบุคคลทั้ง 2 รายนี้ อยู่ในอาการหวาดกลัวอิทธิพลเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จึงอยากให้กระทรวงยุติธรรมและดีเอสไอให้ความคุ้มครองพยาน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขณะที่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ศอ.บต. และศูนย์ปฏิบัติงานชายแดนใต้ของดีเอสไอได้ตรวจสอบสำนวนการสอบสวนจาก สภ.บันนังสตาและกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้ติดตามคดีดังกล่าว พบว่าคดีมีมูลความจริง และอยู่ระหว่างการสอบสวนซึ่งขณะนี้ใกล้ได้ข้อสรุปแล้ว ในส่วนกระทรวงยุติธรรมที่มีศูนย์ประสานงานภาคใต้และดีเอสไอที่เป็นหน่วยงานของกระทรวงยุติธรรม จะให้คณะกรรมการกองทุนยุติธรรมเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ได้จากเจ้าหน้าที่อีกทางหนึ่งเพื่อหาทางเยียวยาเบื้องต้นกับญาติ โดยตนจะมอบหมายให้คณะอนุกรรมการติดตามผู้สูญหายและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้รวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมด เพื่อประสานขอเอกสารทางคดี

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคดีดังกล่าวญาติต้องการให้เป็นคดีพิเศษและขอได้รับความคุ้มครองพยานนั้นจำเป็นต้องแจ้งให้ดีเอสไอรับคดีไว้ก่อน และเนื่องจากคดีดังกล่าวมีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐคือตำรวจพลร่ม แม้ว่าทาง สภ.บันนังสตาจะรับเรื่องไว้สอบสวนแล้ว แต่ตนจะประสานไปที่ พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้กำกับดูแลพื้นที่ภาคใต้ให้กำชับไปยังหน่วยงานภายใต้สังกัดอีกครั้ง ส่วนกระทรวงยุติธรรมจะให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นกับครอบครัวผู้สูญหาย 3 ประเด็น คือ การความคุ้มครองพยานที่ยังไม่กล้าเข้าให้ปากคำกับตำรวจ การเยียวยาญาติ และการผลักดันให้เป็นคดีพิเศษ เพื่อชาวบ้านได้รับความเป็นธรรมและเข้าถึงความยุติธรรมที่แท้จริง.-สำนักข่าวไทย

RevolverMap